วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วัดในจังหวัดสุพรรณบุรี วัดเขาดีสลัก

วัดเขาดีสลัก ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลดอนคา ห่างจากอำเภออู่ทอง 8 กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ รอยพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยหินทรายสีแดง มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบที่อื่น คือ รอยพระพุทธบาทนูน ขนาดกว้างประมาณ 65.5 เซนติเมตร ยาว 141.5 เซนติเมตร นักโบราณคดีให้ความเห็นว่าเป็นศิลปะสมัยทวารวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16 มีทางรถขึ้นไปชมรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ทางวัดปรับปรุงภูมิทัศน์บนยอดเขา มองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามในเขตอำเภออู่ทองโดยรอบ นอกจากนี้ยังพบโพรงหินภายในมีพระพุทธรูป และโบราณวัตถุต่าง ๆ อีกหลายชนิด

                                
 

มองวิวโดยรอบได้กว้างกว่า 180 องศา

 





มีรอยพระพุทธบาทอยู่ด้วย


รอยพระพุทธบาท ถือเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สำคัญประการหนึ่งของ ชาวพุทธ มีคติสร้างขึ้นในประเทศอินเดียตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล เป็นปูชนียวัตถุที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพนับถือกราบไหว้บูชาด้วยความ ศรัทธามาเป็นเวลานาน
คติความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาทนี้ แพร่เข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยตั้งแต่สมัยทวารวดี และได้รับความนิยม เคารพนับถือสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน ดังปรากฏรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ตามที่ต่างๆ ของประเทศไทยหลายแห่ง อาทิเช่น รอยพระพุทธบาทที่สระมรกต อ.โคกปีบ จ.ปราจีนบุรี รอยพระพุทธบาทวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และรอยพระพุทธบาทวัดพระรูป จ.สุพรรณบุรี เป็นต้น
รอยพระพุทธบาทวัดเขาดีสลัก ตั้งอยู่บนเขาดีสลัก ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ห่างจากเมืองโบราณอู่ทองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๑๒ กิโลเมตร รอยพระพุทธบาทองค์นี้ค้นพบและเผยแพร่เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๔ โดยคณะอนุกรรมการวัฒนธรรม และอนุกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีนายมนัส โอภากุล นักวิชการท้องถิ่น เป็นแกนนำ
ลักษณะทางศิลปกรรม ของ รอยพระพุทธบาทวัดเขาดีสลัก เป็นรอยพระพุทธบาทเดี่ยวสลักลงบนแผ่นดินทรายสีแดงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๖๖ เซนติเมตร ยาว ๑๔๒ เซนติเมตร เป็นรอยพระพุทธบาทที่สลักเป็นรูปนูนต่ำ ทำเป็นลายรูปกลีบบัวโดยรอยพระบาท ปลายนิ้วพระบาทยาวไม่เสมอกัน นิ้วพระบาทข้อที่สองทำเป็นลายก้านขดหรือใบไม้ม้วน ซึ่งเป็นลายที่นิยมในสมัยทวารวดี บริเวณกลางฝ่าพระบาททำเป็นรูปธรรมจักรขนาดเล็ก รายล้อมด้วยภาพสลักรูปมงคล ๑๐๘ ประการ อยู่ในกรอบวงกลม ซึ่งแตกต่างจากรอยพระพุทธบาททั่วไปที่มักจะสลักลายมงคล ๑๐๘ ประการไว้ในกรอบสี่เหลี่ยม
การจัดเรียงรูปมงคลในส่วนบนจะจัดเรียงเป็นแถวแถวละ ๘ วง แต่ในส่วนล่างมีปัญหาที่ความโค้งและสอบแคบของส้นพระบาท จึงไม่สามารถจัดเรียงรูปมงคลให้เป็นแถวได้ ลักษณะที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งของรอยพระพุทธบาทวัดเขาดีสลักนี้ก็คือ มีการจัดลำดับภูมิสูงต่ำของรูปมงคล ๑๐๘ ประการตามคติไตรภูมิ และจักรวาลในพุทธศาสนา โดยสามารถแบ่งรูปมงคลออกได้เป็น ๓ ส่วนคือ
๑.รูปสัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับภพภูมิและจักรวาล จัดเรียงอยู่ส่วนบนสุดถัดจากข้อพระบาทข้อที่ ๒ ลงมา ได้แก่ พรหมโลก ทำเป็นภาพเทวดากำลังอยู่ในท่าเหาะ ๒ แถวแรก จำนวน ๑๖ องค์ เทวโลก จัดเรียงอยู่ในแถวที่ ๓ ทำเป็นภาพเทวดาอยู่ในท่านั่งแบบต่างๆ ได้แก่ ท่านั่งชันเข่าข้างเดียวหรือมหาราชลีลาสนะนั่งขัดสมาธิ และอยู่ในท่าคล้ายกำลังเหาะ มหาสมุทรทั้งสี่อยู่ถัดลงมาในแถวที่ ๔ ทำเป็นสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมอยู่ภายในกรอบวงกลม
นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์รูปธรรมจักร พระอาทิตย์ พระจันทร์ อยู่ในลำดับแถวถัดลงมา
๒.เครื่องประกอบยศของพระเจ้าจักรพรรดิ จัดเรียงอยู่บริเวณกลางฝ่าพระบาทลงมา ได้แก่ พระยาช้าง อุโบสถ เป็นช้างแก้ว พระยาม้า พลาหก เป็นม้าแก้ว พระมงกุฎ ถ้วยภาชนะ กลองบัณเฑาะว์ พระมหาสังข์ คันฉ่อง ขอช้าง เป็นต้น
๓.สัญลักษณ์ที่เป็นโชคลาภและเป็นรูปสัตว์มงคล จัดเรียงอยู่บริเวณส่วนกลางถึงส่วนล่างของส้นพระบาท ได้แก่ สำเภาทอง พญาครุฑ พญาไก่แจ้ พญานาค ปลาคู่ พญากวางทอง พญาหงส์ พญาราชสีห์ ดอกไม้สี่กลีบ พญาโค และโคแม่ลูกอ่อน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีรูปสัญลักษณ์มงคลอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแปลความได้ เนื่องจากสัญลักษณ์มงคลบางอย่างที่ไม่สามารถแปลความได้ เนื่องจากสัญลักษณ์มงคลบางอย่างเป็นไปตามความนิยมในแต่ละช่วงสมัย ประกอบกับภาพเลือนลางมาก จากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปกรรม สามารถกำหนดได้ว่า รอยพระพุทธบาทที่วัดเขาดีสลักนี้ เป็นรอยพระพุทธบาทในสมัยทวารวดีตอนปลาย มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗
เป็นวัดที่น่าท่องเที่ยวอีกหนึ่ง"วัดในจังหวัดสุพรรณบุรี"

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วัดในจังหวัดสุพรรณบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

   วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ


                                


วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอยู่ในตำบลรั้วใหญ่ฝั่งตะวันตกของ
แม่น้ำสุพรรณบุรี ถนนสมภารคงแยกจากถนนมาลัยแมน
ไปประมาณ 300 เมตรในสมัยก่อนเป็นศูนย์กลางของเมืองสุพรรณภูมิ
เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง มีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี
ปรางค์องค์ประธานเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้
แต่ได้ถูกชาวบ้านลักลอบขุดค้นหาทรัพย์สินจนทรุดโทรมไปมาก
พระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีที่โด่งดังมาก อันเป็นหนึ่งใน “เบญจภาคี”
ก็ได้ไปจากกรุในองค์พระปรางค์นี้
นักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นศิลปะการก่อสร้าง
ในสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ เพราะหลักฐานการก่อสร้าง
เป็นการก่ออิฐไม่ถือปูน ซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่ก่อนสมัยอยุธยา


และเป็นวัดต้นกำเนิดพระผงสุพรรณ


           




กำเนิดพระผงสุพรรณ


พระผงสุพรรณ มีแหล่งกำเนิดจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อเป็นเนื้อ ดินเผาละเอียดปราศจากเม็ดแร่ มีหลายสี เช่น สีแดง สีเขียว สีดำ และสีมอย(ดำจางๆคล้ายผงธูป) 
พระผงสุพรรณพิมพ์ที่นิยมในวงการมีอยู่ 3 พิมพ์ ด้วยกันคือ
1 พิมพ์หน้าแก่
2 พิมพ์หน้ากลาง
3 พิมพ์หน้าหนุ่ม 

พระผงสุพรรณได้ปรากฏหลักฐานว่าขุดพบที่พระปรางค์องค์ใหญ่ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ.2456 โดยท่านพระยาสุนทรบุรี เจ้าเมืองสุพรรณในขณะนั้นได้สั่งให้มีการเปิดกรุ อย่างเป็นทางการ เพราะปรากฏว่ามีคนร้ายลักลอบขุดพระปรางค์องค์ใหญ่ อยู่บ่อยครั้งซึ่งได้ พบพระบูชาและพระเครื่องมากมายหลายพิมพ์ แม้แต่พระทองคำก็มีไม่น้อย นอกจากนี้ยังพบแผ่นลานเงิน แผ่นลานทองซึ่งได้บันทึกจารหลักฐานไว้ทำให้ชนรุ่นหลังได้ทราบว่า ในปี พ.ศ.1890 สมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่1 ทรงมีศรัทธาในพระบรมพุทธศาสนา ได้ทรงอัญเชิญพระมหาเถร- ปิยะทัสสีสารีบุตร ให้เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระฤาษีทิวาลัยเป็นประธาน ฝ่ายฤาษี ร่วมกันสร้าง พระพุทธปฏิมากร เพื่อเป็นการสืบศาสนา พระผงสุพรรณเป็นพระเครื่องสกุลสูงเปรียบได้ว่าเป็นพระ ชั้นกษัตริย์ ของเมืองสุพรรณบุรี พุทธลักษณะเป็นพระสี่เหลี่ยมทรงชะลูดจนดูเกือบจะเป็น สามเหลี่ยมตัดปลาย มีบางองค์ถูกถูกตัดปลายออกสองด้านจนกลายเป็นห้าเหลี่ยมก็มี องค์พระนั่ง ปางมารวิชัยประทับบนฐานชั้นเดียวพระพักตร์แตกต่างกันออกไปตามพิมพ์ ด้านหลังปรากฏลาย นิ้วมือแบบ" ตัดหวาย "ทุกองค์ เป็นศิลปะแบบอู่ทอง 



                









ศิลปะแห่งองค์พระผงสุพรรณ
     จากสำเนาจารึกลานทองที่ค้นพบกล่าวถึงการสร้าง พระผงสุพรรณไว้ ความว่าศุภมัสดุ 1265 สิทธิการิยะ แสดงบอกไว้ให้รู้ว่า ฤาษีทั้งสี่ตนพระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์ มีสุวรรณเป็นต้น คือ บรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราช เป็นผู้มีศรัทธา พระฤาษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทวดา มาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม
     ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รับเอาไปไว้สักการบูชา เป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ อาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง เอาพระสงสรงน้ำมันหอม แล้วนั่งบริกรรม พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ๑๐๘ จบ พาหุง ๑๓ จบ ใส่ชันสัมฤทธิ์ นั่งสันนิษฐานเอาความปรารถนาเถิด ให้ทาทั้งหน้าและผม คอหน้าอก ถ้าจะใช้ทางเมตตา ให้มีสง่า เจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรง ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอม เสกด้วยคาถานวหรคุณ ๑๓ จบ พาหุง ๑๓ จบ พระพุทธคุณ ๑๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนทำพิธีในวันเสาร์ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้ พระว่านก็ดี พระเกสรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี อย่างประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง ๓ อย่างนี้ดุจกำแพงแก้วกันอันตรายทั้งปวงแล้วให้ว่าคาถาทแยงแก้วกันอันตรายทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถาทแยงสันตาจนจบพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจนจบพาหุงไปจนจบ แล้วให้ว่าดังนี้อีก กะเตสิกเกกะระณังมหาไชยังมังคะ สังนะมะพะทะ แล้วให้ว่า กิริมิติ กุรุมุธุ เกเรเมเถ กะระมะทะประสิทธิแล

 เป็นอีกหนึ่ง"วัดในจังหวัดสุพรรณบุรี"ที่น่าท่องเที่ยว